การถักผ้าพันคอไหมพรมจากบล็อกไม้
  อุปกรณ์ในการถักไหมพรมจากบล็อกไม้
     1. ไหมพรม ใช้ได้หลายอย่าง หลายแบบนะค่ะ มีทั้งแบบเส้นเรียบ แบบมีขน แบบเส้นใหญ่ แบบเส้นเล็ก 
ส่วนปริมาณที่ใช้ ก็ขึ้นอยู่กับลายที่เราจะทำลายอะไร ส่วนใหญ่ในการถักผ้าพันคอก็ใช้
ประมาณ 3-4 กลุ่ม (น้ำหนัก 100 กรัม/กลุ่ม)
 
 
     2. บล็อกไม้ตะปู มีลายขนาด ขนาดที่เหมาะสมกับการถักผ้าพันคอประมาณ 15-17 หลัก
ส่วนขนาดที่เหมาะสมสำหรับในการถัก ผ้าคลุม ประมาณ 32 หลัก
ส่วนขนาดที่เหมาะสมสำหรับในการถัก หมอน ผ้าห่ม กระเป๋า ประมาณ 51 หลัก
      ทั้งนี้ ขนาดและความกว้างอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการตอกตะปูนะค่ะ
ถ้าตะปูถี่มากก็อาจได้งานที่ละเอียด แน่น มาก แต่จะเปลืองไหมพรมนะค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม
ขนาดที่เหมาะสมของความกว้างของตะปู คือควรจะประมาณ 1-1.3 ซม.
มีทั้งไม่เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง
 
     3. ที่ควักหรือเข็มควัก ขอแนะนำตัวนี้นะค่ะ เพราะสามารถควักได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว
ถูกออกแบบมาเพื่องานบล็อกไม้โดยเฉพาะเลยค่ะ
 
     4. เข็มพลาสติก มีไว้เพื่อเก็บปลายไหมคะ แต่ถ้าหากใครมีเข็มโครเซ็ต์อยู่แล้ว ก็สามารถใช้ได้เหมื่อนกันค่ะ ไม่ว่ากันค่ะ แถมยังประหยัดอีกด้วยค่ะ
 
 
     5. กรรไกร มีไว้เพื่อตัดปลายไหมส่านที่เกินออก หรือนำมาตัดให้เข้ารูปเข้าทรง
 ให้สวยมากขึ้นค่ะ
 
    
      ที่กล่าวมาข้างนั้น เป็นอุปกรณ์หลัก ๆ ที่จะต้องใช้นะค่ะ สำหรับการถักผ้าพันคอไหมพรมด้วยบล็อกไม้นั้น เมื่อเทียบกับการถักด้วนนิตติ้งแล้ว จะเร็วมากสำหรับผู้เริ่มถักแรกๆ และจะเรียบเสมอกันดี ทำให้งานออกมาสวยอีกด้วยค่ะ
 
     วิธีการถักผ้าพันคอด้วยบล็อกไม้ มีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
  ขั้นตอนที่ 1 เตรียมอุปกรณ์ เลือกแบบ และเลือกลาย ในการถัก
  ขั้นตอนที่ 2 นำไหมพรมมาพันกับบล็อกไม้ โดยการทำห่วงไหมพรมมัดใส่หัวตะปูแรก
  ขั้นตอนที่ 3 แล้วนำไหมพรมมาพันรอบตะปู จับระหว่างตะปูทำคล้าย ๆ (ฟันปลา) พันจนสุดบล็อกไม้
  ขั้นตอนที่ 4 หลักพอทำเสร็จ ก็นำเส้นไหมพรมมาวางระหว่างกลาง แล้วก็นำมาผูกมั้ดไว้ข้างหลังไม้บล็อก เพื่อจะมัดไหมพรมแถวแรกไม่ให้หลุด
  ขั้นตอนที่ 5 เมื่อผูกไหมพรมเสร็จแล้วเราก็กลับมาทำที่ข้างหน้า โดยการกดแถวแรกลงไป พอกดเสร็จแล้วเราก็เริ่มพันกลับไป โดยพันตามตำแหน่งเดิมนะค่ะ
  ขั้นตอนที่ 6 เมื่อเราพันเสร็จแล้วเราก็เริ่ง โดยการใช้เข็มควักเกี่ยวจะห่วงข้างล้างขึ้นมาข้างบนทั้ง 2 ข้าง จนเสร็จแล้วนะค่ะ
ขั้นตอนที่ 7 เมื่อเกี่ยวขึ้นมาทั้ง 2 ข้างเสร็จแล้ว เราก็ใช้เข็มควักกดลงให้ชิดกับไม้ แล้วเราก็ทำแบบเดิม โดยการพันเหมือนเดิม ตามตำแหน่งเดิม
  ขั้นตอนที่ 8 ใช้เข็มควักเกี่ยวไหมพรมจากล่างขึ้นมาเหมือน ขั้นตอนที่ 6 อีก ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนได้ความยาวของผ้าพันคอที่เราต้องการค่ะ
(ลองดูแบบอย่างนะค่ะ)
ตอนเสร็จแล้วนะค่ะก็จะได้ผ้าพันคอไหมพรมที่สวย และ เป็นฝีมือของเราเอง

 

edit @ 23 Feb 2012 13:44:40 by bellly


ชื่อหนังสือ : ครูไพบูลย์ เป๋หลังค่อม ผู้ไม่ยอมจำนนต่อคำเย้ยหยัน
ผู้เขียน : ไพบูลย์ พันธ์เมือง
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์อินสปายร์ (ในเครือนานมีบุ๊คส์)
ราคา : 175.00 บาท
เนื้อหาโดยรวม : "ครูไพบูลย์ เป๋หลังค่อม ผู้ไม่ยอมจำนนต่อคำเย้ยหยัน"เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเด็กวัยรุ่นผู้ด้อยโอกาสที่ต้องต่อสู้กับขวากหนามในชีวิตมากมาย ต้องใช้ทั้งความมานะอดทน อดกลั้น จนได้รับการยอมรับนับถือจากคนในสังคม

....ระหว่างที่บรรดาพระและสามเณรหนุ่ม ๆ กำลังให้หมอชูดูลายมืออยู่ สามเณรรื่นก็ลากมือสามเณรบูลย์ไปให้หมอชูดู  หมอชูคว้ามือไปแล้วก็พยากรณ์ว่า

          "ฝ่ามือเป็นดวง ๆ เป็นจ้ำ ๆ ดวงชะตาบ่งบอกว่าสมองทึบตัน ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต อย่าได้คิดสึกออกไปจากพระเณรเลย บวชหากินไปจนตายเถอะ ไม่แน่ ตอนแก่ ๆ อาจจะได้เป็นสมภารที่วัดไหนสักแห่ง" ช่วงเวลานั้น ไทยมุงหลายคนก็พากันสนใจใหญ่

          สามเณรรื่นก็แกล้งพูด เพื่อดูว่าหมอชู จะแก้ต่างอย่างไร จะได้หาวิธีกดข่มให้ เณรบูลย์เลิกเชื่อมั่นในตัวเอง โดยพูดว่า "ดูผิดละมั้ง โยมไม่รู้อะไร ปีที่แล้ว เณรบูลย์สอบนักธรรมโทได้อันดับ 1 ของสำนักเชียวนา

          หมอชูก็บอกว่า ฟลุกน่ะ เด็กจบ ป.4 ยังเคยทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เรื่องแบบนี้ เหมือนซื้อหวย ของมันฟลุก กันได้

          สามเณรจำนงก็หาช่องให้หมอชู วิพากษ์ต่อ โดยชี้ช่องว่า ให้หมอชูดูเนื้อคู่ให้เณรบูลย์

          หมอชูก็ตอบกลับแบบไม่กลัวข้อหาหมิ่นประมาท บอกว่า "เนื้อคู่...ผู้หญิงที่ไหนจะเอาคนขาเป๋หลังค่อมเป็นผัวล่ะ ก็อาจจะมีนะ เป็นพวกผู้หญิงหากิน พวกโสเภณี อะไรเทือกนั้น ผู้หญิงดี ๆ ไม่มีใครเอาหรอก"

          คำพูดที่เสียบแทงใจเช่นนั้น หลายคนฟังแล้ว อาจทำให้ท้อแท้จนอยากฆ่าตัวตาย แต่เณรบูลย์ไม่ได้คิด อย่างนั้น

          จากวันนั้น เขากลายเป็นคนเก็บ แต่ไม่กด คือเก็บทุกคำที่คนหมิ่น พยายามเอาคำดูถูกมาเป็นปุ๋ยคอยเติมชีวิต เป็นความใฝ่และฝัน เฝ้าหวังและรอเวลา หวังว่าสักวันหนึ่ง ฝันของเขาจะต้องเป็นจริง ถ้าเป็นนักเทศน์ หรือเป็นครูสอนนักธรรมไม่ได้ ก็จะไปเป็นศิลปินนักวาดรูปแทน

          ตั้งแต่นั้น ก็ใช้เวลาอ่านหนังสือ วาดรูป อยู่ในกุฏิอัปลักษณ์ จนกลายเป็นพระนักวาดสีน้ำมัน

          เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของครูไพบูลย์ อาจทำให้ปัญหาที่ท่านเจอในวันนี้เล็กไปถนัดตา

มีคำพูด อีกตอนหนึ่งซึงผมชอบมาก ผู้เขียนบอกว่า...

          ผมเหมือนน้ำในอ่างล้างเท้า ที่ถูกเณรภิญโญเผาด้วยความร้อนแห่งถ้อยคำที่ว่า...

          “อย่าเรียนแค่ให้สอบผ่าน อย่าเรียนเพราะหลักสูตรบังคับ แต่จงเรียนเพื่อเอาความรู้ไปใช้ ทุกวิชาไม่ยากถ้าหากตั้งใจ เอาใจใส่ และรักมัน

การแข่งขันด้านความรู้เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเราแพ้ตั้งแต่ในห้องเรียน จบไปจะสู้เขาได้อย่างไร เราอาจแย้งว่าทำเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน

แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกมีการยื้อแย่งแข่งกันมาตั้งแต่เรากำลังจะเข้าสู่ท้องแม่...”

          แล้วตอนท้าย ๆ ของหนังสือ ผู้เขียนเล่าถึงตอนที่กำลังเรียนปริญญาตรีอยู่ และได้เดินทางไปหาเพื่อนคนหนึ่ง ในหนังสือใช้ชื่อตอนว่า “คนลืมตัว วัวลืมตีน” ลองอ่านดูนะครับ

          ห้าปีต่อมา...

          ชายร่างเตี้ย ขาพิการ หลังค่อมนิด ๆ มาพร้อมกับจักรยานยนต์คู่ชีพ ปรากฏกายขึ้นที่สวนมะพร้าวแปลงเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เขามาสืบหาเพื่อนอดีตสามเณร

วิโรจน์ที่อาศัยศาลาการเปรียญวัดแรก เพราะวิโรจน์เคยสั่งนักสั่งหนาว่า หากมีโอกาสมาที่อำเภอปะทิวให้ไปถามหาเขา แต่จากคำบอกเล่าของลุงเริ่ม ชายชราวัย 50 เศษ เจ้าของบ้านที่ชายขาพิการมาพักอาศัยอยู่ ทำให้เขาลังเลที่จะไปสืบหา

          “ในอำเภอนี้ไม่มีใครอีกหรอกที่มีชื่อเล่นว่า ‘นิว’ นอกจากไอ้ครูนิวลูกชายยายชุ่ม มันเป็นคนเดียวในหย่อมบ้านเราที่บวชเรียนแล้วไปเรียนที่เพชร ไอ้ครูนิวไปจบชั้น ม.ศ.3 แล้วก็สึกกลับไปเรียนครูที่นั่นอีก มันไปเรียนอยู่ 2 หรือ 3 ปีนี่แหละ

โอ๊ย! เดี๋ยวนี้มันกลับมาใหญ่โต ผิดไปเป็นคนละคน มันสอนอยู่ที่โรงเรียนหน้าอำเภอนี่แหละ แต่มันไม่ค่อยพูดจากับชาวบ้าน มันวางตัวคนละระดับ ถ้ามึงอยากพบมัน ก็เข้าไปในซอยข้างเขาแมวนั่น มันเพิ่งซื้อสวนไว้แปลงนึง ตอนเย็น ๆ หลังเลิกเรียน มันเข้าไปถางสวนทุกวัน”

          ชายขาพิการหลังค่อมพบชายร่างสันทัดผิวคล้ำกำลังถางป่าอยู่ในสวนมะพร้าว เมื่อเทียบลักษณะกับสามเณรวิโรจน์เมื่อห้าปีก่อน เขายังไม่แน่ใจว่าใช่ แม้ท่าทางและน้ำเสียงจะคลับคล้ายคลับคลา แต่การพูดจาบอกสำเนียงว่าไม่ต้องการต้อนรับหรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

          “ใช่! ผมชื่อวิโรจน์ คุณมีธุระอะไรกับผมหรือ”

          ชายขาพิการไม่เชื่อว่าวิโรจน์จะจำเขาไม่ได้ เพราะเขามีบุคลิกลักษณะของร่างกายที่ไม่เหมือนใคร

          “ผมทราบว่า คุณเคยไปเรียนที่เพชร คุณเคยบวชเรียนและอยู่ที่วัดแรก ตอนนั้นผมบวชเป็นเณร ไปเรียน ม.5 ม.6 และจบ ม.6 ที่เพชร ผมอยู่ที่วัดแรก ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเณรอยู่ที่วัดนั้น ชื่อวิโรจน์ เขาสั่งให้ผมมาหาถ้ามีโอกาสมาที่อำเภอนี้” ชายขาพิการพูด

          ชายเจ้าของสวนมีอาการกระอักกระอ่วน แต่ไม่ยอมรับว่าเขาคือวิโรจน์ที่เคยรู้จักกับชายขาพิการ

          “แล้วในอำเภอนี้มีใครอีกไหมครับ ที่บวชเณรแล้วไปเรียนที่เพชร” ชายขาพิการถามอีก

          “โอ๊ย! มีเยอะแยะ แต่ผมจำไม่ได้หรอกว่าใครบ้าง”

          ชายขาพิการเดินกลับมาจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ ป่ายขาขึ้นคร่อม แต่ก่อนจะติดเครื่องเคลื่อนรถออก ครูวิโรจน์ถามว่า

          “คุณทำอะไรอยู่ที่ไหนตอนนี้”

          “ผมกำลังเรียนปริญญาตรี เอกศิลปะ อยู่ที่ มศว.ประสานมิตร อีกปีเดียวก็จะจบ ผมเป็นครูอยู่ที่พังงา ผมลาศึกษาต่อ ภรรยาผมเป็นคนที่นี่ ตอนปิดเทอมผมชอบมาพักที่บ้านพ่อตา ที่บ้านเกาะชะอม พ่อตาผมชื่อเริ่ม...”

          ชายขาพิการตอบแล้วสังเกตเห็นว่าวิโรจน์มีอาการตกใจจนหน้าซีดสลด เขาคงคิดไม่ถึงว่าอดีตเพื่อนที่ตนดูหมิ่นดูแคลนไม่อยากต้อนรับ เพราะกลัวจะมาขออาศัยพึ่งพา จะกลายเป็นนักศึกษาที่กำลังเรียนปริญญาตรี ซึ่งมีดีกรีและศักดิ์ศรีสูงกว่าตน ในสมัยนั้น ครูที่จบปริญญาตรีตามจังหวัดห่างไกลยังไม่มี

ขอบคุณแหล่งข้อมูลประกอบ : http://www.oknation.net/blog/chaiyospun/2010/03/24/entry-1
 
น.ส.สุภัสสร วุฒิธรรมรักษ์ ม.4/3 เลขที่ 15

edit @ 22 Feb 2012 10:15:33 by bellly

ฉันมีความประทับใจในบริเวณรอบนอกของโรงละคร ได้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนแต่ละภาคโดยเริ่มด้วย
ภาคกลาง
ตัวดิฉันได้เห็นบริเวณลานโล่ง ที่มีกองฟางข้าววางอยู๋ตรงกลาง ซึ่งเป็นลานสำรับเด็กๆที่ได้มาเล่นกัน กองฟางข้าวนั้น มีไว้สำหรับเลี้ยงวัวควาย ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไปในชนบท เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนและมีฤดูมรสุมพัดผ่าน จึงมักประสบปัญหาน้ำท่วม ด้วยเหตุนี้บ้านไทยได้ จึงมักสร้างให้มีใต้ถุนสูง เพื่อให้หนีน้ำได้ในหน้าน้ำ ทั้งยังปกป้องผู้บุกรุก  
นวดแผนไทย คนไทยโบราณใช้การนวดในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บและบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน ปัจจุบันการนวดแผนไทย ยังคงได้ความนิยมอย่างแพร่หลาย
ภาคเหนือ
ศาลาภาคเหนือได้จัดแสดงทอผ้า ตุง โคมประดับ และร่มวาดสีภาพแบบทางเหนือ บ้านภาคเหนือเจ้าของบ้านมีประเพณีต้อนรับแขกด้วย "บายศรี" ซึ่งจะนำใบตองมาเย็บเป็นพุ่มยอดแหลม และประดับด้วยดอกไม้ เป็นการเชิญขวัญให้แก่แขกผู้มาเยือน ลักษณะส่วนประตูห้องนอน จะเห็นไม้แกะสลักสีแดง "หำยน" เป็นความเชื่อของชาวเหนือที่ว่า ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าห้องนอนและจะทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่เย็นเป็นสุข คล้ายๆกับยันต์และที่ผนังห้องนอนจะสร้างแบบให้ฝาผนังทั้งแถบเอนออกมา เพื่อให้ระบายน้ำฝนได้ดี และรวดเร็ว
ภาคอีสาน
บ้านทางภาคอีสาน นั้นสร้างโดยคำนึงถึงความแห้งแล้ง และอากาศที่ร้อนอบอ้าวในหน้าร้อน และความหนาวเย็นในหน้าหนาว ติวบ้านจะเป็นแบบเรียบๆเปิดโล่ง มีเพียงห้องนอนเดียว ที่เฉียง มีห้องครัว
การทำผ้าไหม  จะได้เห็นการทำผ้าไหมเริ่มจากการเลี้ยงไหมจนได้รังไหม เก็บรังไหมมาต้ม เพื่อสาวเส้นไหมมาทำไหมดิบ ฟอกย้อมไปจนกระทั่งทอผ้าไหม ด้วยกี่กระตุก
ศาลาและเครื่องดนตรีภาคอีสาน
ศาลานี้จะเป็นที่พักผ่อนหลังการทำงานในไร่นามาทั้งวัน ชาวบ้านจะผ่อนคลายด้วยการเล่น "พิณ" ซึ่งเป็นเครื่องดีด 3 สาย คล้ายๆกีตาร์ และ "แคน" คือ เครื่องเป่าที่ทำจากไม้รวก ยึดติดกัน และเจาะรูให้มีลมออก
ภาคใต้
บ้านภาคใต้ ทางภาคใต้จะสร้างบ้านใต้ถุนต่ำ และเสาบ้านจะใช้หินหรือปะการังยึด เพื่อให้ตัวบ้านมั่นคงขึ้น
วิถีชีวิตคนไทย ต้นไม้และพืชผักมีความสำคัญ สองข้างทางระหว่างชุมชนและหมู่บ้านไทย ท่านจะได้เห็นต้นไม้และพืชผักที่เราสามารถนำมาเป็นอาหาร
ส่วนภายในโรงละครได้มีการแสดงละครที่เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมแต่ละภาค ส่วนฉากที่ตัวดิฉันมากที่สุดคือ ฉากสรวงสรรค์ที่มีเหล่าเทวาลอยลงทมา และฉากที่มีการแสดงประเพณีลอยประทง ที่เป็นวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณ เป็นโรงละครที่อลังการ มหัศจรรย์มากโดยมีคนเล่น ฉาก และการแต่งกายที่เหมือนจริง มีน้ำไหลลงมาตอนฉากฝนตก มีคนกระโดดลงไปว่ายน้ำ โดยที่ข้างล่างนั้นเป็นพื้น ตัวดิฉันไม่รู้ว่าทำได้ยังไง แต่ตัวดิฉันมีความประทับใจมากที่สุด และตัวดิฉันก็อยากจะไปเที่ยวที่สยามนิรมิตอีกครั้ง